โดย อาจารย์ธณนท์ โสภณวิศาล ประธานสหกิจคริสเตียนจังหวัดอุตรดิตถ์
เวลาคำสอนเทียมเท็จเข้ามาในคริสตจักรหาสมาชิก ไม่ได้มาพร้อมป้ายบอกว่า “ฉันคือคำสอนผิด” นะครับ
มันมาพร้อมข้อพระคัมภีร์ ออกพระนามพระเยซูด้วย ใช้คำว่าพระคุณ ความเชื่อ การอธิษฐานด้วย เหมือนกันเป๊ะกับที่เราสอนกันทุกอาทิตย์ คำสอนผิดจำนวนมากก็เล่าเรื่องพระคัมภีร์และหยิบข้อพระคัมภีร์มาใช้ได้ เพียงแต่ตีความตัวตนของพระเจ้า พระคริสต์ หรือความรอดผิด
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการสอนแบบ “ท่องรายชื่อคำสอนผิดให้จำ” ถึงไม่พอ เพราะพรุ่งนี้จะมีคำสอนผิดหน้าใหม่โผล่มาอีก แล้วสมาชิกที่จำได้แต่รายชื่อเดิมก็จะจับไม่ได้ไล่ไม่ทันอยู่ดี
พระคัมภีร์เองเตือนเรื่องนี้ไว้ตลอดทั้งเล่ม พระเยซูเตือนเรื่องผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จและพระคริสต์เทียมเท็จ เปาโลเตือนชาวกาลาเทียว่าถ้าใครประกาศข่าวประเสริฐอื่นที่ต่างจากที่ได้รับมาแล้ว แม้จะเป็นทูตสวรรค์ก็ให้ถูกสาปแช่ง เปโตรเตือนว่าจะมีครูสอนเท็จแอบเข้ามาในหมู่คริสตจักร และเปาโลบอกทิโมธีตรงๆ ว่าจะถึงเวลาที่คนไม่ทนฟังคำสอนที่ถูกต้อง แต่จะหาครูตามใจตัวเองเพราะอยากได้ยินสิ่งที่หูอยากฟัง ยอห์นถึงกับสอนให้ทดสอบพวกวิญญาณว่ามาจากพระเจ้าจริงหรือไม่
ส่วนชาวเมืองเบโรอาในกิจการ 17 กลับได้รับคำชม เพราะพวกเขาไม่ได้เชื่อเปาโลทันทีที่เปาโลพูด แต่ค้นดูพระคัมภีร์ทุกวันเพื่อตรวจสอบว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นจริงหรือไม่ นี่คือแบบอย่างของการแยกแยะที่พระคัมภีร์เองยกย่อง
ทีนี้คำถามคือ แล้วคริสตจักรจะสร้างความสามารถแบบชาวเบโรอาให้สมาชิกได้อย่างไร
คำตอบสั้นๆ คือ ต้องสร้างเป็นระบบที่ทำงานหลายชั้นพร้อมกัน อย่าแค่จัดคอร์สเดียวเรื่อง “รู้ทันลัทธิเทียมเท็จ” แล้วจบ เพราะภูมิคุ้มกันจริงๆ เกิดจากการรู้ว่าอะไรถูกจนลึกซึ้งพอที่จะสังเกตได้เองว่าอะไรเบี่ยงไปจากนั้น หลักการนี้คล้ายกับที่หลายวงการฝึกคนตรวจสอบธนบัตรปลอม คือฝึกให้คุ้นเคยกับธนบัตรจริงจนขึ้นใจ ไม่ท่องจำลักษณะของธนบัตรปลอมทุกรุ่น เพราะของปลอมจะเปลี่ยนหน้าตาไปเรื่อยๆ แต่ของจริงไม่เคยเปลี่ยน
ประการแรก คือ ฐานรากเรื่องข่าวประเสริฐและลำดับความสำคัญของหลักคำสอน สมาชิกต้องรู้ชัดว่าอะไรคือแก่นที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ พระเจ้าทรงเป็นใคร พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าและมนุษย์อย่างสมบูรณ์ ความรอดมาโดยพระคุณผ่านความเชื่อ พระคัมภีร์เป็นพระวจนะที่ทรงเปิดเผย และอะไรคือเรื่องรองที่คริสเตียนแท้ยังเห็นต่างกันได้โดยไม่แตกแยก
ประการที่สอง คือ ทักษะ คริสตจักรต้องสอนวิธีอ่านพระคัมภีร์ให้ถูกบริบท ไม่ป้อนคำตอบสำเร็จรูปอย่างเดียว ศาสนศาสตร์พระคัมภีร์ (Biblical Theology) และศาสนศาสตร์ระบบ (Systematic Theology) ต้องทำงานควบคู่กันไป
ประการที่สาม คือ ภูมิคุ้มกันจากประวัติศาสตร์ เพราะคำสอนผิดในปัจจุบันแทบทั้งหมดไม่ใช่ของใหม่ มันคือความผิดพลาดเก่าที่ห่อบรรจุภัณฑ์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Docetism, Arianism, Pelagianism หรือแนวคิดแบบ Gnostic
ประการที่สี่ คือ การฝึกปฏิบัติจริง คริสตจักรควรพาสมาชิกลงมือวิเคราะห์กรณีจริงที่กำลังเวียนอยู่ในบริบทไทย แล้วฝึกให้สมาชิกลองใช้ชุดคำถามทดสอบด้วยตัวเอง เช่น คำสอนนี้ยืนยันว่าพระเยซูคริสต์เสด็จมาเป็นมนุษย์จริงและทรงเป็นพระเจ้าจริงหรือไม่ คำสอนนี้เมื่อตรวจดูผล นำไปสู่ความถ่อมใจและความรักหรือนำไปสู่ความหยิ่งและการควบคุมคนอื่น
ประการที่ห้า คือ ชุมชนและลักษณะชีวิต คริสตจักรควรมีวัฒนธรรมที่สมาชิกกล้านำคำสอนแปลกใหม่มาปรึกษาผู้นำและเพื่อนพี่น้องอย่างเปิดเผยโดยไม่กลัวถูกตำหนิ และผู้นำเองก็ต้องถ่อมใจพอที่จะถูกตรวจสอบด้วยเช่นกัน คำสอนเทียมเท็จส่วนใหญ่โจมตีจุดอ่อนของหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นความโลภ ความกลัว ความอยากมีสถานะพิเศษ หรือความเหงา
มีข้อควรระวังหนึ่งที่อยากฝากไว้ตรงนี้ คือถ้าคริสตจักรเน้นแต่การเตือนคำสอนจนกลายเป็นบรรยากาศหวาดระแวง สมาชิกจะเติบโตด้วยความกลัวมากกว่าความเชื่อมั่นในพระคริสต์ ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายที่พระคัมภีร์ต้องการเลย เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่การผลิตนักล่าคำสอนผิดที่คอยจับผิดทุกคน แต่คือการผลิตคนที่รู้จักพระคริสต์อย่างลึกซึ้งจนของปลอมดูจืดชืดไปเองเมื่อเทียบกับของจริง
การสอนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันจึงต้องเริ่มและจบด้วยการชี้ไปที่พระคริสต์เสมอ เมื่อทั้งหกส่วนนี้ทำงานร่วมกัน คริสตจักรจะไม่ต้องวิ่งไล่ตามคำสอนผิดทุกกระแสที่โผล่ขึ้นมาใหม่ เพราะสมาชิกที่รู้จักพระคริสต์อย่างลึกซึ้งพอ จะสัมผัสได้เองว่าอะไรผิดเพี้ยนไปจากพระคัมภีร์
